เนื้องอกในมดลูก สาเหตุที่ควรรู้ พร้อมวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง

เนื้องอกในมดลูก

เมื่อพูดถึงคำว่า “เนื้องอกในมดลูก” หลายคนอาจนึกถึงโรคที่น่าเป็นกังวลหลายอย่าง เช่น กลัวเป็นมะเร็ง กลัวต้องผ่าตัด หรือกังวลว่าเนื้องอกมดลูกจะทำให้มีลูกไม่ได้ จริง ๆ แล้วโรคนี้ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นครับ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วมันไม่ใช่มะเร็ง แต่เป็นภาวะที่เซลล์กล้ามเนื้อมดลูกโตมากกว่าปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้อ โดยโอกาสที่เนื้องอกในมดลูกนั้นจะกลายเป็นเนื้อร้ายนั้นน้อยกว่าที่หลายคนคิดครับ หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดและเข้าใจง่าย เพื่อให้คนไข้ทุกคนคลายกังวลกัน


Key Takeaway

  • เนื้องอกในมดลูก (Myoma Uteri) ส่วนใหญ่เป็นก้อนเนื้อชนิดไม่ร้ายแรง ไม่ใช่มะเร็ง และโอกาสกลายเป็นเนื้อร้ายน้อย
  • อาการที่พบบ่อยเมื่อเป็นเนื้องอกในมดลูกคือ ประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดท้องน้อย ปวดประจำเดือน ปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูก แต่คนไข้บางรายอาจไม่มีอาการเลยจนกว่าจะตรวจพบโดยบังเอิญ
  • การรักษาเนื้องอกในมดลูกมีหลายระดับ ตั้งแต่การติดตามอาการเบื้องต้น การใช้ยาควบคุม ไปจนถึงการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของก้อนเนื้องอก ความรุนแรงของอาการ และแผนการมีบุตรในอนาคต


เนื้องอกในมดลูก คืออะไร?

เนื้องอกในมดลูก หรือที่ในภาษาทางการแพทย์เรียกว่า ‘Myoma Uteri’ หรือ ‘Uterine Fibroids’ คือ ก้อนเนื้อที่เจริญเติบโตผิดปกติจากเซลล์กล้ามเนื้อของมดลูกเองครับ โดยเนื้องอกมดลูกมีหลายชนิดขึ้นกับตำแหน่งของเนื้องอก เช่น อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก อยู่ในชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกและอยู่ที่ผิวด้านนอกมดลูกครับ

Myoma คือโรคที่พบได้บ่อยมาก ๆ ประมาณ 30-40% ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะช่วงอายุ 30-50 ปี เรียกว่าถ้าคนไข้มาตรวจกับหมอ 10 คน ก็จะมี 3-4 คนเลยที่ตรวจพบเนื้องอกมดลูกโดยที่ไม่มีอาการอะไรเลยครับ


สาเหตุของเนื้องอกในมดลูกเกิดจากอะไร?

เนื้องอกมดลูกเกิดจากอะไร

คำถามแรกที่คนไข้มักจะสงสัยก็คือเนื้องอกมดลูกเกิดจากอะไร จริง ๆ แล้วข้อมูลในทางการแพทย์ปัจจุบัน เรายังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนครับว่าสาเหตุที่แท้จริงของเนื้องอกมดลูกเกิดจากอะไร แต่มีปัจจัยส่งเสริม ดังนี้ครับ

  • กรรมพันธุ์ ถ้าคุณแม่หรือพี่สาวเป็นเนื้องอกมดลูก คนไข้เองก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมากขึ้นครับ
  • ฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง เนื้องอกมดลูกมักจะโตขึ้นในภาวะที่มีฮอร์โมนสูง ดังนั้นในสตรีที่มีประจำเดือนมาเร็วตั้งแต่อายุน้อย สตรีที่ทานยาฮอร์โมนติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือสตรีที่มีภาวะอ้วน จึงมีโอกาสที่จะมีเนื้องอกมดลูกสูงกว่าคนทั่วไปครับ บางคนอาจจะสงสัยว่าแบบนี้ถ้าเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนที่ร่างกายไม่มีฮอร์โมนแล้ว เนื้องอกมดลูกจะเล็กลงไหม คำตอบก็คือ เนื้องอกมดลูกก็จะฝ่อและเล็กลงไปครับ แต่จะลดขนาดลงประมาณ 30% ไม่ได้หายไปหมดทั้งก้อนครับ
  • การใช้ชีวิต แน่นอนว่าเนื้องอกมดลูกเกิดจากปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย เช่น ความอ้วน เพราะไขมันส่วนเกินสามารถสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมาได้มากขึ้น จึงไปกระตุ้นให้ก้อนเนื้อโตขึ้นนั่นเอง
  • อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นโอกาสการมีเนื้องอกมดลูกก็จะสูงขึ้นตามอายุครับโดยเฉพาะช่วงอายุ 30-50 ปี ดังนั้นในผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป หมอจึงแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวนด์มดลูกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งครับ

อาการของเนื้องอกในมดลูกเป็นอย่างไร?

หลายคนสงสัยว่าเนื้องอกมดลูกอาการนำเป็นอย่างไร หรือเมื่อเป็นเนื้องอกมดลูกจะมีอาการแสดงบอกเราตอนไหน? หมอต้องบอกว่าคนไข้ส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการเลยครับ แต่สำหรับคนที่มีอาการ ก็มักจะมีสัญญาณเตือนเบื้องต้น ดังนี้ครับ

  • ประจำเดือนมาผิดปกติ เป็นหนึ่งในอาการเนื้องอกในมดลูกที่พบได้บ่อยมากครับ ประจำเดือนมักจะมาเยอะมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยกว่าปกติ หรือมานานหลายวันจนเริ่มมีอาการซีด อ่อนเพลีย
  • มีอาการปวดประจำเดือนมากผิดปกติ เวลามีประจำเดือน มดลูกจะต้องบีบตัวเพื่อดันเลือดประจำเดือนออก แต่พอมีเนื้องอกในโพรงมดลูกหรือกล้ามเนื้อมดลูก ช่องทางการระบายออกของประจำเดือนจะแคบลง มดลูกจึงต้องบีบตัวแรงและนานขึ้น ทำให้ปวดมากมากกว่าคนทั่วไป บางคนมีอาการปวดมดลูกร้าวไปถึงหลังหรือขาด้วยครับ
  • ปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูก เมื่อมีก้อนเนื้อที่มดลูกขนาดใหญ่ จะทำให้มดลูกโตขึ้นจนไปกดทับอวัยวะข้างเคียง ถ้ากดเบียดกระเพาะปัสสาวะก็จะทำให้ปัสสาวะบ่อย ถ้ากดเบียดลำไส้ตรงก็จะทำให้ท้องผูกเรื้อรัง
  • ปวดท้องน้อย อาการปวดท้องน้อยจากเนื้องอกในมดลูกมีได้หลายแบบครับ กรณีที่ก้อนเนื้องอกขยายใหญ่ขึ้นมาก ๆ ส่วนใหญ่จะใหญ่มากกว่า 10 ซม.ขึ้นไป จนทำให้มดลูกโตกดเบียดอุ้งเชิงกรานและเส้นเอ็นยึดมดลูก คนไข้จะรู้สึกหน่วงและแน่นบริเวณท้องน้อย นอกจากนี้ถ้าก้อนใหญ่มาก ๆ ส่งผลให้ยอดมดลูกโตสูงขึ้นไปเหนือระดับสะดือ จะเกิดแรงดันในช่องท้องมากขึ้นจนทำให้คนไข้มีอาการท้องอืด ทานอาหารแล้วอิ่มเร็วขึ้นได้ ในบางคนที่ก้อนเนื้องอกในมดลูกโตเร็วมาก ๆ จนทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้องอกไม่ทัน เกิดการขาดเลือดที่บริเวณส่วนกลางของเนื้องอก เรียกว่า ภาวะเนื้องอกขาดเลือด (Red Degeneration) ก็จะทำให้คนไข้มีอาการปวดท้องแบบเฉียบพลันได้ครับ
  • คลำได้ก้อนที่ท้องน้อย กรณีที่ตำแหน่งก้อนเนื้องอกอยู่ที่ผิวของมดลูก (Subserous Myoma) และมีการโตขึ้นจนดันและยื่นออกมาด้านนอกผิวมดลูกทำให้คนไข้สามารถคลำพบก้อนแข็ง ๆ ที่ท้องน้อยได้ครับ

เมื่อทราบแล้วว่าเนื้องอกในมดลูกอาการเป็นอย่างไร หลายคนก็อาจจะกังวลด้วยเช่นกันว่าแล้วถ้าเป็นมะเร็งมดลูก อาการจะคล้ายกันไหม? คำตอบคืออาการจะแตกต่างกันครับ ถ้าเป็นมะเร็งมดลูกคนไข้มักจะมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดโดยที่ไม่ใช่ประจำเดือน อาจจะมีเลือดออกน้อย ๆ หรือปริมาณมาก และอาจจะมาทุกวันหรือเว้นบางวันก็ได้ครับ แต่ไม่ใช่เลือดที่มาตรงตามรอบเดือน

นอกจากนี้มะเร็งมดลูกอาจจะทำให้มีอาการปวดท้องน้อยหรือก้อนขยายโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยครับ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยก้อนเนื้องอกในมดลูกว่าเป็นหรือไม่มะเร็งจะต้องใช้การตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติมร่วมด้วย ไม่สามารถดูจากอาการได้อย่างเดียวครับ ดังนั้นหมอจึงแนะนำว่าควรมารับบริการตรวจภายในและอัลตราซาวนด์เพื่อแยกโรคให้ชัดเจนจะดีกว่าครับ


ลักษณะของเนื้องอกมดลูกเป็นอย่างไร?

ก้อนเนื้องอกมดลูกไม่ได้มีแค่ชนิดเดียวครับ โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะแบ่งตามตำแหน่งที่ก้อนเนื้อนั้นอยู่เพื่อวางแผนการรักษาครับ

  • เนื้องอกในมดลูก (Intramural Myoma) อยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ก้อนเนื้อจะทำให้กล้ามเนื้อมดลูกขยายใหญ่ คนไข้มักจะมีอาการประจำเดือนมามากและมานานผิดปกติ บางคนจะปวดประจำเดือนมากขึ้นและมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้นครับ
  • เนื้องอกใต้เยื่อบุโพรงมดลูก (Submucous Myoma) เนื้องอกชนิดนี้มักมีขนาดไม่ใหญ่ครับ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 3-4 ซม. ก้อนเนื้อจะอยู่ภายในโพรงมดลูกจึงไม่ได้ไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียงแต่ทำให้คนไข้มีอาการประจำเดือนมาปริมาณมากผิดปกติ บางคนต้องใช้ผ้าอนามัย 5-10 แผ่นต่อวันหรือบางคนต้องใส่แพมเพิร์สกันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานอาจทำให้คนไข้มีภาวะซีดหรือเลือดจางรุนแรง จนหน้ามืดเป็นลม หมดสติและอันตรายถึงชีวิตได้ครับ
  • เนื้องอกที่ผิวนอกมดลูก (Subserous Myoma) จะเป็นเนื้องอกชนิดที่โตออกไปด้านนอกผิวมดลูก ทำให้ไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ตรง คนไข้บางคนอาจมีอาการปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูก เป็นต้น กรณีที่ก้อนโตขึ้นจนยื่นออกจากอุ้งเชิงกรานเข้าไปในช่องท้อง คนไข้อาจจะคลำได้ก้อนเนื้องอกลักษณะแข็ง ๆ ที่ท้องน้อยครับ
  • เนื้องอกปากมดลูก (Cervical Myoma) เป็นเนื้องอกชนิดที่พบได้น้อยที่สุด เนื้องอกจะอยู่ที่ปากมดลูก คนไข้มีอาการได้หลายแบบ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ตกขาวผิดปกติ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้นครับ

อย่างไรก็ตาม เนื้องอกนั้นสามารถเกิดขึ้นได้หลายที่ในร่างกาย ไม่ใช่แค่ที่มดลูกอย่างเดียว เช่น เนื้องอกรังไข่ หรือเนื้องอกในช่องคลอด ซึ่งก็จะมีความแตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้การวินิจฉัยถูกต้องและแม่นยำ แนะนำให้คนไข้มาพบแพทย์เพื่อตรวจภายในและอัลตราซาวนด์จะดีที่สุดครับ คนไข้บางคนอาจจะกังวลว่าตรวจภายในเจ็บไหม หมอบอกเลยว่าถ้ามาตรวจที่ธนวรรธน์ คลินิก คุณหมอเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจด้วยความนุ่มนวลและไม่เจ็บครับ


เมื่อไหร่ถึงต้องผ่าตัดเนื้องอกมดลูก?

ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก

คนไข้หลายคนที่เป็นเนื้องอกในมดลูกมักจะกังวลว่าต้องผ่านตัดไหม จริง ๆ แล้วหมออยากบอกว่าไม่ใช่ทุกเคสที่ต้องผ่าครับ การรักษาโดยการผ่าตัดจะดูตามข้อบ่งชี้ ดังต่อไปนี้

  • ขนาดของก้อน ถ้าเป็นเนื้องอกมดลูก 10-20 ซม. ขึ้นไป กรณีนี้ขนาดอาจใหญ่เกินไปและมีโอกาสสูงที่จะไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง แพทย์มักจะแนะนำให้ผ่าตัดครับ แต่ถ้าก้อนเนื้องอกขนาด 2-3 ซม. กรณีนี้ถือว่าก้อนมีขนาดเล็ก หากไม่มีอาการอะไรเลย แพทย์ก็อาจจะแนะนำให้ตรวจติดตามอัลตราซาวนด์ดูขนาดก้อนทุก 6-12 เดือน ยังไม่แนะนำให้ผ่าตัดครับ
  • มีอาการที่รุนแรง ถ้าคนไข้มีอาการเนื้องอกมดลูกรุนแรงมาก ๆ เช่น ตกเลือดจนซีด ปวดท้องรุนแรงจนใช้ชีวิตไม่ได้ หรือมีอาการมดลูกโตเร็วผิดปกติจนกังวลเรื่องมะเร็ง แบบนี้แพทย์ก็มักจะแนะนำให้ผ่าตัดครับ
  • เสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยาก มักเกิดในกรณีที่ก้อนเนื้อไปขวางการฝังตัวของตัวอ่อน หรือทำให้แท้งง่าย แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก เพื่อให้การวางแผนมีบุตรและตั้งครรภ์ มีโอกาสสำเร็จได้สูงขึ้นครับ
  • มีอาการมดลูกโตขนาดใหญ่ผิดปกติ มักจะถูกพิจารณาให้ผ่าตัดเบื้องต้น เพราะหลายกรณีมดลูกอาจโตจนหน้าท้องป่องเหมือนคนท้องหลายเดือน ทำให้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยตรงครับ

การรักษาเนื้องอกในมดลูก

ในการดูแลรักษาเนื้องอกที่มดลูก แพทย์จะพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกันครับ ทั้งอายุ ความต้องการมีบุตร และความรุนแรงอาการคนไข้แต่ละคน โดยปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาเนื้องอกมดลูกหลายวิธีดังนี้ครับ

1. การรักษาโดยการใช้ยาหรือฮอร์โมน

การรักษาโดยการใช้ยาหรือฮอร์โมน เช่น ยากลุ่ม NSAIDs, Tranexamic Acid, ฮอร์โมน Progestin และ GnRH Agonist โดยพิจารณาจากอาการของคนไข้เป็นหลัก เช่น คนไข้ที่มีประจำเดือนมามากผิดปกติ แพทย์จะจ่ายยาเพื่อลดปริมาณของประจำเดือนให้มาน้อยลง หรือในคนไข้ที่ใกล้เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน แพทย์จะฉีดยาฮอร์โมน GnRH Agonist เพื่อให้ก้อนฝ่อลง เป็นต้น

2. การรักษาโดยใช้หัตถการแบบไม่ผ่าตัด

การรักษาโดยใช้หัตถการแบบไม่ผ่าตัด เช่น Uterine Artery Embolization (UAE) เป็นใส่สายสวนไปฉีดสารเพื่ออุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอก ทำให้ก้อนฝ่อลง หรือ MR-Guided Focused Ultrasound (MRgFUS), Radiofrequency Ablation (RFA) เป็นการใช้พลังงานความร้อนทำลายก้อนเนื้องอกแบบเจาะจง 

วิธีนี้จะเหมาะกับบางเคสที่ตำแหน่งและขนาดก้อนเหมาะสมและอยากหลีกเลี่ยงผ่าตัดช่วยให้ฟื้นตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ในคนไข้ที่มีก้อนขนาดใหญ่หรือตำแหน่งไม่เหมาะสมก็ไม่สามารใช้วิธีนี้ได้ ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาให้ครับ

3. การผ่าตัดก้อนเนื้องอกมดลูก (Myomectomy)

วิธีนี้คือการผ่าเอาเฉพาะตัวก้อนเนื้อที่มดลูกออกไป โดยยังเก็บตัวมดลูกไว้ให้คนไข้ครับ เหมาะสำหรับคนที่ยังต้องการมีบุตรในอนาคต หรือยังไม่พร้อมจะตัดมดลูกออกไป การผ่าตัดนี้ทำได้ทั้งแบบผ่าเปิดหน้าท้องและแบบส่องกล้อง ซึ่งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยร่นระยะเวลาในการฟื้นตัวครับ

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดก้อนเนื้องอกมดลูกออกอย่างเดียวโดยที่เก็บมดลูกไว้มีโอกาสที่เนื้องอกจะกลับเป็นซ้ำได้นะครับ ดังนั้นหลังผ่าตัดควรมีการตรวจติดตามกับคุณหมอเป็นระยะ

4. การตัดมดลูก (Hysterectomy)

ในกรณีที่คนไข้มีเนื้องอกมดลูกอาการรุนแรง ก้อนมีจำนวนเยอะมาก หรือไม่ได้วางแผนจะมีบุตรแล้ว หมอมักจะแนะนำให้ตัดมดลูกออกทั้งหมดครับ วิธีนี้คือการรักษาแบบถาวร แก้ปัญหาเรื่องก้อนเนื้อกลับมาเป็นซ้ำ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคตได้อีกด้วย 

อย่างไรก็ตาม การตัดมดลูกไม่ได้ทำให้คนไข้ขาดฮอร์โมนหรือเข้าสู่วัยทองเร็วกว่ากำหนดนะครับ เนื่องจากอวัยวะที่สร้างฮอร์โมนคือรังไข่ ไม่ใช่มดลูก การตัดมดลูกจึงไม่ได้ส่งผลต่อฮอร์โมนของคนไข้ครับ แต่ในกรณีที่คนไข้อยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือนแล้ว คณหมออาจจะแนะนำให้ตัดรังไข่พร้อมกันไปด้วย ดังนั้นก่อนผ่าตัดคนไข้ควรสอบถามคุณหมอก่อนอีกครั้งว่าคุณหมอวางแผนจะตัดมดลูกอย่างเดียวหรือแนะนำให้ตัดรังไข่ด้วยครับ


เนื้องอกในมดลูก ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เพียงตรวจและรักษาอย่างตรงจุด

สุดท้ายนี้หมออยากบอกคนไข้ทุกคนว่าการเป็นเนื้องอกที่มดลูก ไม่ใช่เรื่องที่อันตรายครับ เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าไปมาก การตรวจวินิจฉัยก็ทำได้ง่ายและครอบคลุม หากคนไข้เริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น สงสัยว่ามีเนื้องอกในมดลูกเพราะอาการปวดท้องเกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือประจำเดือนมามาก หมอแนะนำว่าอย่าปล่อยไว้ครับ

ที่ธนวรรธน์ คลินิก หมอและทีมเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคนไข้ทุกคน เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสูตินรีเวช มีเครื่องมือที่ทันสมัย ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อให้การดูแลรักษาเป็นไปอย่างตรงจุด หากคนไข้กังวลเรื่องอาการต่าง ๆ หรือต้องการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เนื้องอกในมดลูก ซีสต์รังไข่ หรือต้องการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ควบคู่ไปด้วย ที่คลินิกมีบริการครอบคลุมทั้งหมดเลยครับ

ช่องทางการติดต่อ Thanawat Clinic :

  • Facebook : Thanawat Clinic
  • Line : @thanawatclinic
  • สาขาห้วยขวาง-รัชดา Tel : 095-056-6446
  • สาขาศรีนครินทร์ Tel : 095-556-9874

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

วิธีป้องกันการเกิดเนื้องอกในมดลูก มีอะไรบ้าง? 

จริง ๆ แล้วไม่มีวิธีป้องกันแบบ 100% เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธุ์ครับ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้โดยการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อไม่ให้ร่างกายผลิตเอสโตรเจนมากเกินไป นอกจากนี้ ไม่ควรทานอาหารเสริมที่มีฮอร์โมนผสมหรืออาหารเสริมที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน เพราะอาจไปกระตุ้นการเกิดเนื้องอกได้ และควรตรวจภายในและอัลตราซาวนด์มดลูกเป็นประจำทุกปีครับ

เนื้องอกในมดลูก รักษาหายไหม?

รักษาหายได้ครับ ถ้าเป็นการตัดมดลูกทิ้งก็คือหายขาดได้ครับ แต่ถ้าเป็นการใช้ยา หรือผ่าเฉพาะก้อน ก้อนอาจจะเล็กลงหรือหายไปในตอนนั้น แต่อาจมีก้อนใหม่เกิดขึ้นมาได้ ตราบใดที่คนไข้ยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน อย่างไรก็ตาม เนื้องอกมดลูกมักจะฝ่อไปเองเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ดังนั้นถ้าตรวจพบแล้วไม่มีอาการ หมออาจจะวางแผนการรักษาโดยการสังเกตอาการและตรวจติดตามขนาดก้อนเป็นระยะครับ

เนื้องอกในมดลูกกี่เซนติเมตรต้องผ่า?

หลายคนมักสงสัย เช่น เป็นเนื้องอกมดลูก 5 ซม. อันตรายไหม ถ้าขนาดเล็กหรือใหญ่กว่านี้จะต้องผ่าตัดหรือเปล่า ความจริงคือไม่มีตัวเลขที่แน่นอนครับ เพราะแพทย์ต้องดูว่าเนื้องอกในมดลูกนั้นเบียดอวัยวะอื่นไหม หากอยู่ในโพรงมดลูกจนเลือดออกมากก็อาจต้องผ่า ในขณะที่บางคนก้อนใหญ่ถึง 10 ซม. แต่ไม่มีอาการเลย แพทย์ก็อาจแนะนำให้สังเกตอาการ ดังนั้นขนาดไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่แพทย์ใช้ตัดสินใจ แต่จะดูภาพรวมของอาการคนไข้เป็นหลักครับ


References 

Barjon, K. (2025, May 4). Uterine Leiomyomata. National Library of Medicine. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK546680/

Uterine fibroids. (2023, September 15). Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/uterine-fibroids/symptoms-causes/syc-20354288

Uterine Fibroids. (2023, July 5). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/9130-uterine-fibroids

Martinez, L. (2024, March 31). Uterine fibroids. MedlinePlus. https://medlineplus.gov/ency/article/000914.htm

เราให้ความสำคัญถึงความเป็นส่วนตัวของคุณ ข้อมูลของคุณจะถูกเก็บเพื่อใช้ในบริการทางการแพทย์ของคลินิกเท่านั้น โปรดกดปุ่ม accept เพื่อยอมรับเงื่อนไขตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA